สำนักงานเทศบาลนครนนทบุรี

โครงการปุ๋ยชีวภาพตามแนวพระราชดำริ

bannerBio-fertilizer

             king9

 

              “เมื่อ 20 กว่าปี เคยได้คิดว่าสิ่งที่โสโครกที่ลงมาจากบ้าน แล้วเขาให้ทางเทศบาลมาดูดสูบไปทิ้งในที่สมควร นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญเมื่อ 20 ปีได้คิดดูว่าเจ้าหน้าที่ไปดูดสิ่งโสโครกจากบ้านแล้วเขาเอาไปไว้ที่ไหน ก็ไปสืบดูเขาบอกว่าสูบเอาไป และเอาไปทิ้งในที่ที่เหมาะสม ที่ว่าเหมาะสมก็ไม่รู้ว่าที่ไหน ก็ตามรถที่เขาเอาสิ่งโสโครกนั้น ตามรถนั่นไป แล่นๆไปตอนกลางคืน มันก็ไม่ค่อยเห็น แต่มันแล่นไปจอดที่คลอง หรือที่แม่น้ำ จอดสักพักหนึ่ง ปล่อยลงคลอง ปล่อยลงแม่น้ำ เสร็จแล้วในรถนั้นก็ไม่มีโสโครกแล้ว เป็นสำเร็จประโยชน์เรียบร้อย สะดวกดีไม่ต้องไปไกล ไปดูดที่บ้านที่อีกแห่งหนึ่ง เกิดจากเหตุอย่างนี้ จึงเกิดความคิดว่า ถ้าหากว่าหาที่แห่งหนึ่งนอกเมืองแล้วก็ไปทำถังเอาสิ่งโสโครกนี่ไปปล่อยใส่ในถังนั้น หมักไป 10 วัน สิ่งที่เป็นสิ่งโสโครก ก็หายโสโครก มีเชื้อโรค 10 วันก็หมดไป ถ้าให้ดีเอาเป็น 28 วัน ให้มันจริงๆจังๆ โสโครกพวกเชื้อที่ร้ายแรงที่เวลานั้นยังมีอยู่ ก็คงไม่ต้องบอกชื่อ ก็คนรังเกียจ สิ่งโสโครกเหล่านั้นพวกเชื้อโรคต่างๆ ชนิด หมดไม่มีแล้ว แม้แต่กลิ่นก็หมด ไปใส่อย่างนั้นเสร็จแล้ว เอาออกมา มาตาก แล้วก็ใช้ที่เป็นวัตถุนั้นมาใช้เป็นปุ๋ยได้ เป็นประโยชน์ มีส่วนที่เป็นของแข็งและส่วนที่เป็นน้ำ น้ำก็เป็นปุ๋ย ปุ๋ยที่ไม่เหม็น ของแข็งก็เป็นปุ๋ยที่ไม่เหม็น เมื่อเอาออกไปใช้แล้วเอาทำถังหลายถัง ก็เอาสิ่งโสโครกมาใส่อีกต่อไป ก็จะนำเอาของโสโครกและของปฏิกูล มาใช้เป็นประโยชน์สำหรับการเกษตร ใช้ได้  ได้ปรึกษากับผู้ที่รู้ และได้ทำโครงการอันนั้นที่นนทบุรี 20 กว่าปี และเขาก็รายงานว่าได้ผลดี มาเมื่อ 2-3 เดือน ก็คิดอย่างนี้ ถามว่าเดียวนี้เป็นอย่างไร เขาบอกว่ายังมี แต่ที่นนทบุรีไม่มีแล้ว คงเป็นเพราะว่าเมืองมันขยายไป นนทบุรีนี่เป็นที่ที่มีคนไปอยู่อาศัย ไม่ได้เป็นที่สำหรับการเกษตร

               โครงการที่ทำอย่างนี้ ก็เป็นโครงการที่ส่วนมากท่านทั้งหลายคงไม่มี ไม่เคยได้ยินว่ามีโครงการอย่างนี้ ทำขึ้นสิ่งปฏิกูลมาเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ว่าก็ต้องทำเหมือนกัน เวลานี้ก็มีปัญหาในกรุงเทพฯ เคยพูดแล้วว่าในกรุงเทพฯ เอาของมาจากต่างจังหวัด ที่เขาปลูกต่างจังหวัด    ปลูกแล้วมาบริโภค แต่ขอโทษ ถ่ายออก ถ่ายออก ที่ถ่ายออกนี่ไปไว้ที่ไหนก็ยังมีปัญหา ว่าจะทำปัญหาอย่างนี้ อันนี้ เทศบาลก็เป็นทุกข์ ก็ต้องพยายามที่จะพิจารณาว่า จะทำอะไรต่อไป…”

พระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
4 ธันวาคม 2544 ศาลาดุสิดาลัย กรุงเทพมหานคร

           

            จากกระแสพระราชดำรัสข้างต้น และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม ต่อมาใน พ.ศ.2545 นายสาโรช คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี (ในขณะนั้น) ได้ประชุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี เพื่อสนับสนุนให้มีการจัดระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล ตามแนวทางโครงการพราชดำริ
               เทศบาลนครนนทบุรี จึงได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินบริเวณซอยเทพพนม 8 จำนวน 5 ไร่ด้วยงบประมาณของเทศบาลนครนนทบุรี เป็นเงิน 29,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างโครงการศูนย์สาธิตทำปุ๋ยหมักกำจัดสิ่งปฏิกูลตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และในปี พ.ศ. 2546 ได้เชิญศาสตราจารย์พิชิต สกุณพราหมณ์ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ ให้คำแนะนำทั้งด้านวิชาการและเทคนิคในการออกแบบก่อสร้าง โดยเทศบาลนครนนทบุรีได้ตั้งงบประมาณ เป็นเงิน 25,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ซึ่งประกอบด้วยอาคารสำนักงาน ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล ขนาด 40 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน อาคารเก็บเครื่องจักรกล อาคารซ่อมบำรุง และลานจอดรถ โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเดือนกันยายน พ.ศ. 2547 แล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เทศบาลนครนนทบุรี จึงมีสถานที่กำจัดสิ่งปฏิกูลอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวนนทบุรี

Element

Become a Member


Continue